วันนี้วันเด็ก ผมอยากจะพูดเรื่องเกมที่เล่น กับการเปลี่ยนแนวคิดคนออกแบบเกมซักหน่อย ไม่นานนี้เพิ่งไปเล่น Kingdom Hearts DDD บน PS4 มา (จบ low level นิดนึง) เล่นเสร็จแล้วรู้สึกได้ไอเดีย “ใหม่” มาใส่เกมมือถือที่ทำอยู่เฉยเลย ทั้งที่เป็นคนละแนวกัน

ไอเดียที่ว่าไม่ใช่ core mechanics แต่เป็นไอเดียกำหนด “กลิ่น” ของเกม เช่น อยากจะทำหน้าแรกที่เขียนว่า “New Game” แทน “Touch to start” หรืออยากจะทำ dialog ไอเท็มดรอปที่มีแอนิเมชั่นสวยๆถ้าเป็นคีย์ไอเทม (ใช่! เกมมือถือมีคีย์ไอเทม!) หรืออยากจะทำเสียงเอฟเฟคที่เล่นเสียง metallic เยอะๆหน่อย หรือแม้แต่อยากทำเพลงระหว่างฉากที่มีเนื้อร้อง ไม่ใช่แค่ OP ED เท่านั้น เหมือนเพลงในโลก The World Ends With You ใน Traverse Town หรืออยากทำ dialog ปลดล็อค surprise อะไรที่อยู่นอก core loop เกมบ้าง ทุกวันนี้เกมจะปลดอะไรให้อยู่ใน expectation ของผู้เล่นหมดแล้ว (ยกเว้นกาชา.. ซึ่งผู้เล่นก็ expect ไว้อยู่ดีว่าตัวเองอยากจะได้อะไร)

มาคิดดูดีๆผมไม่ได้ “เล่นเกมเหมือนเด็กๆ” มานานละ ที่ว่าคือ นั่งกดจอยทั้งวี่ทั้งวัน วิ่งหาของ เข้าโหมดอ่านเนื้อเรื่องแล้วนั่งแช่อยู่ในนั้น หรือแม่แต่พยายามทำ achievement ที่ไม่มี trophy มาล่ออย่างเช่น Lv 1 run ทุกวันนี้อยู่กับเกม multiplayer ก็อาจมีไต่ rank อยู่กับเกมมือถือก็อาจมี event หรือ online scoreboard ของที่มาเป็น incentive มันต่างกัน

ยิ่งโตขึ้นเวลาเล่นเกมก็ลดจนบางทีลืมกลิ่นของเกมที่ไม่ค่อยจะมือถือ ว่าเด็กๆเขาเคยสนุกกับอะไรกัน พอเล่นเกมมือถือเยอะๆ เล่นเกม multiplayer competitive ในคอมเยอะๆ มันก็ได้ไอเดียในทางของมันแหละเช่นถ้าทำงั้นงี้บ้างคนเล่นคงดีใจ แต่ภาพรวมๆเกมเราค่อยๆเหมือนเกมในตลาดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่นเดิม “เหมือน” นี่ผมไม่ได้พูดถึง core mechanics แต่พูดถึงกลิ่น

เมื่อคืนโหลด Dissidia NT Open Beta มา หลังลองเล่นจะไม่พูดถึง gameplay ว่าอารมณ์ต่างจากภาค PSP ยังไงนะเพราะมันเปลี่ยน format ต่อสู้หลายๆอย่างต้องเปลี่ยน แต่ถ้าพูดถึง “กลิ่น” ผมรู้สึกได้ว่ามีความเป็นปัจจุบันเหมือนตัวผมตอนนี้ ไอเดียหลายๆอย่างที่เห็น เป็นเทรนด์ของตอนนี้

ดังนั้นถ้าเอาแต่ทำเกมแต่ลืมเล่นเกมหรือกลายเป็นแค่เล่นผ่านๆมองผ่านๆดูแต่เทรลเลอร์ บางทีนั่นแหละครับต้นเหตุที่เราทำเกมที่เป็นเอกลักษณ์ออกมาไม่ได้