อันนี้เป็นผลวิจัยส่วนนึงเรื่องที่ทำงานที่รู้สึกว่าเวิร์ค ที่รวบรวมไว้ ไม่ได้สรุปชัดเจน แต่จดไว้ศึกษาตัวเองทีหลัง

ช่วงนี้พี่อุตส่าห์ไม่อยู่แต่น้องมาอยู่แทน ฮิคิโคโมริตัวจริง (แต่ก่อนคิดว่าตัวเองเป็นแล้ว คิดผิด) อยู่อย่างเดียว ซื้อมาม่าตุนรัวๆ วันๆแค่นอน ตื่น เวฟอาหาร เล่นเกม นอน ซักผ้า เซเว่น อยู่แต่ไม่ maintain คราบซอส หยดซีอิ้ว ห้องปิดตลอดกลิ่น 3 วันรวมกัน อยู่แล้วห้องเกิดพลังงานลบ

ทำให้ต้องออกมาทำงานนอกห้อง ปกติก็ออกอยู่แล้วเพราะได้เดินออกไปแล้วรู้สึกดี แต่นี่รู้สึกห้องไม่ใช่ที่ทำงานมากขึ้นอีกระดับ.. ถึงน้องจะทำอะไรของน้องไปเรื่อยๆก็เหอะแต่ทำงานโดยที่รอบๆมีคนเล่นเกมกับนอนอย่างเดียวรู้สึกไม่มีแรงตาม… วันๆเล่นแค่ mobage บนคอม สลับกับยืม PS4 จำนวนเกมจะเท่ากันแล้วขนาดมา 2 สัปดาห์ แต่จบหมด

กลิ่นห้องเป็นกลิ่นขี้ฟันชัดเจน.. อาบน้ำไม่เร็วมากทุกครั้ง ไม้จิ้มฟันอยู่บนพื้น ตอนกลับมาทีไรก็เหมือนจะเลิกเล่น PS4 ให้อยู่เผื่อเราจะอยากเล่น แต่พอเล่นเสร็จก็เสียบต่อเลย (ส่วนมากถึงนอนแล้วตื่นมาอีกรอบก็จะยังเห็นนั่งเล่นอยู่เหมือนเดิม น่าจะรีบนอนแล้วมาเล่นต่อไม่ก็รอนอนตอนเราไปทำงานพอดี) เก่งอยู่นะได้ N2 แล้ว แต่เห็นความ no life แล้วรู้สึกมีผลเสียกับการทำงาน

ทำห้องไปก็เหมือนทำไว้ให้น้องใช้มากกว่า แต่ไม่ทำไม่ได้เพราะทุกครั้งที่กลับจากร้านกาแฟมาห้องเปิดประตูเข้ามาไม่อยากรู้สึกเหนื่อยอีกรอบ แบบ เปิดเข้ามา ทึมๆ.. เหมือนถ้ำ แล้วก็มีแต่เสียงเกมเดิมๆ ถ้าเทียบว่าเหมือนอะไร เหมือนร้านเกมสมัย RO กลิ่นแอร์ผสมอาหาร มืดๆ เหนียวๆ สมัยนั้นที่ซื้อ ชม. เกมเล่น แล้วมีบัตรไว้ใส่รหัสจับเวลา ถ้า logout ก่อนหมดเวลาไม่ทันนี่แย่เลย

ถ้าเทียบกับพี่ที่ตอนนี้ไปทำงานที่อุดร พี่ยังทำงานเขียนแบบบ้าง ออกไปหาลูกค้าบ้าง ไปหาเพื่อนบ้าง ถึงจะล้างจานช้าไปหน่อยแต่ก็ยังรู้สึกถึง energy ได้ แม้กลับมาห้องส่วนมากจะเล่นดอทก็ตาม อันนี้ก็เหมือนเวลาไป co working space ก็ไม่ได้ยุ่งกับคนอื่น แต่แค่รู้ว่าคนอื่นก็มาลุยงานเหมือนกันละรู้สึกดี แล้วก็เหมือนตอนหอบงานไปทำช่วงสังสรรค์ที่บ้านญาติ ตอนสงกรานต์ ตอนปีใหม่ เราจะปั่นงานญาติก็ไม่ยุ่ง แต่มันไม่ได้..

พอลองคิดดูว่าผลเสียที่ว่า ถ้าเราเป็นคนทำงานออฟฟิศอาจจะไม่สะทกสะท้านอะไรเลย เพราะมีระบบเจ้านาย เงินเดือน เวลาเข้างานคอย drive จากตรงนั้นมันทำให้เรา immune กับเรื่องจิ๊บจ๊อยแค่นี้ได้ มันเป็นปัญหากับสไตล์การทำงานที่ต้อง push ตัวเองด้วยตัวเองทุกวันแบบนี้เท่านั้นรึเปล่านะ ตอนแรกก็ไม่อยากเชื่อตัวเองว่าจะหมดแรงกับเรื่องแบบนี้ได้ ถือเป็นจุดนึงที่สาย freelance จะอ่อนแอกว่า

แต่พอย้อนนึกถึงช่วงที่มีไฟ แบบไปร้านกาแฟแต่เช้า กลับมากินข้าวก็ลุยต่อเพราะอดใจรอเทสเขียวไม่ไหว เข้าส้วมก็เอาคอมไปด้วยจะได้ต่อเนื่อง… ช่วงนั้นจริงๆแล้วพลังส่วนนึงมันมาจากที่บรรยากาศรอบตัว มันเป็นเรา เหมือนเราเป็นเจ้าของบรรยากาศคนเดียวไม่ว่าเดินไปไหน คราวนี้ทุกครั้งที่กลับมาห้องเหมือนมี “บรรยากาศอื่น” อยู่ กลายเป็นเกิดจุดขัดแบบนี้เป็น checkpoint ทุกครั้งที่เข้าห้อง

ตอนที่ทำงานได้ จำได้ว่าตอนตื่นมาแล้วก้าวออกมานอกห้อง แล้วทุกอย่างเงียบกริบ! เหมือนได้ยินเสียงวี๊… เป็นบรรยากาศห้อง อันนั้นมัน empower มากเลยนะ จำได้ว่าสมองก็คิดไปเองแล้วว่า เอาล่ะ! ไปกินหมูปิ้ง แล้วไปแก้บัคตรงนั้นต่อ… ไอ้แบบนั้นมันหายไปในช่วงที่น้องมา เพียงแค่เพราะช่วงเวลาที่อยู่ห้องมี influence ใหม่เข้ามา (ต้องรีบหนีออกไปร้านกาแฟ ไม่งั้นจะยิ่งหมดพลัง)

สมัยยังอยู่มัธยมนี่เป็นเรื่องปกติเพราะหลังเลิกเรียนมีบรรยากาศ “บ้านอบอุ่น” รออยู่แล้ว และก็ไม่มีปัญหาเพราะตอนนั้น lifestyle เราเป็นแบบหาเช้ากินค่ำ คล้ายๆกับคนทำงานบริษัทนั่นแหละ กลับบ้านมาก็เล่นอย่างเดียว แต่ตอนนี้มันกลายเป็นผลที่มองข้ามไม่ได้ เป็นอีกสาเหตุนึงแน่ๆที่หอบงานกลับอุดรไปแล้วงานไม่เดิน ทั้งๆที่นั่งทำงานอยู่บ้านเงียบๆได้ตลอดจนกว่าพ่อแม่จะกลับมาจากที่ทำงานทั้งวัน

เรื่องที่บ้าน เคยเขียนไว้ทีนึงตอนปีใหม่ครั้งที่แล้ว ที่รู้สึกชัดเจนเลยว่าทำยังไงงานก็ไม่วิ่ง แต่กลับบ้านไปส่วนนึงก็เพื่อให้พ่อแม่เห็นหน้าก็ต้องมี trade off กันหน่อย แบบ ถ้าไปร้านกาแฟเช้ากลับ 3 ทุ่ม แล้วมาดองอยู่ห้องข้างบน ก็จะรู้สึกผิดอีกว่ากลับมาบ้านทั้งทีทำไมไม่มาเจอพ่อแม่บ้าง แล้วก็ต้องคอย sync เรื่องกับข้าวกันว่ากินเข้ามายัง หรือที่บ้านวันนี้จะทำอาหารมั้ยจะได้ไม่ดึกหรือจะไม่กินเข้าไป ฯลฯ กินข้าวที่พ่อแม่ทำเป็นเรื่องวิเศษ แต่จะพูดว่าไม่เกี่ยวกับการที่ไม่ได้งานเลยก็คงไม่จริง

แต่พ่อแม่จะชอบคิดว่า “เราน่ะเรื่องมากเอง”, “แบบนี้ต่อไปจะอยู่กับใครได้” ฯลฯ อาจจะจริง ถ้าเป็น freelancer ที่เก่งกว่านี้ อาจจะ immune กับทุกอย่างได้ เราเพิ่งผ่านมา 2 ปี เทียบกับ scheduled worker ที่ชินมาตั้งแต่ประถมยันเรียนจบมันยังน้อยกว่ามาก ถ้ากลับไปอยู่ใน workflow นั้น คงทำงานที่บ้านได้ไม่มีปัญหา

บ้านกับ Startup
เช้านี้เข้าใจอีกจุดนึงว่าทำไมอยู่บ้านอุดรมันไม่ได้พลัง startup เท่ากรุงเทพ…gametorrahod.com

ได้รู้ว่า ถึงคนรอบข้างจะไม่ได้ยุ่งอะไรกับเราโดยตรงแต่แค่เห็นก็เกิด influence แล้ว อย่างเกือบทั้งเดือนที่ผ่านมาที่ตื่นมาก็มีน้องนั่งเล่น PS4 อยู่ กลับห้องมาก็มีน้องนั่งเล่น PS4 อยู่ (ไม่ก็เล่น mobage) เสียงไม่ได้ดังมาถึงในห้องนอน และการเล่นเกมพวกนั้นก็ไม่ได้กวนเราทำงานเพราะออกไปข้างนอกอยู่ดี แต่เวลาเห็นแบบนี้รัวๆเข้า 5 วัน 7 วัน 14 วันแล้วมัน “tiring”

ในที่สุดก็มาเข้าเรื่องความสงบ ทำงานงี้มาปีนึง ได้ค้นพบนิยามใหม่ จากตัวอย่างง่ายๆนี้

เมื่อวานอยู่ๆก็มีนกปีกหักเดินมา แล้วเอาขามาตะกรุยกระจกจะเข้าร้านเลยออกมาดูมันพักอยู่ข้างๆประตูกัน โคตรตกใจ

ร้านกาแฟที่ไปนี้จริงๆหลายๆช่วงเสียงเอะอะมาก เด็กนักเรียนชอบมา โต๊ะข้างๆเม้ากันอย่างเมามันส์แบบถึงขั้นตะโกน แต่ทำไมยังดีกว่าห้องตัวเองที่มีคนรู้จักคุยกันเบาๆ ทำลายทฤษฎีที่ว่าร้านกาแฟดีที่เสียงบรรยากาศเบาๆ ที่แอพเสียงบรรยากาศร้านกาแฟเคลมไว้ กับอาจจะกลิ่นด้วย เคยซื้อกาแฟอร่อยระดับร้านกาแฟมากินที่ห้องก็ไม่โอเคเท่าไหร่ แสดงว่าไม่ได้เป็นเพราะกินกาแฟ

  • อยู่ห้องคนเดียว OK ใช้ได้ (ไปร้านกาแฟจะดีกว่า เพราะมีจังหวะได้เดินกับ break loop แต่ไม่ใช่ประเด็นเรื่องความสงบ)
  • อยู่ห้อง น้องเล่นเกม NO
  • อยู่ห้อง แม่พี่นอนหมด เงียบกริบ NO (ทดสอบเมื่อสัปดาห์ก่อนๆ)
  • อยู่บ้านที่อุดร มีพ่อแม่เข้าออกบ้านเป็นเวลา fixed ทุกวัน ใช้ได้ แต่ไม่ ideal ถ้าทำงานเช้าถึงเย็นแบบตรงเวลากับคนส่วนใหญ่ น่าจะโอเคมากขึ้น
  • ร้านกาแฟ คนโวยวาย OK
  • ร้านกาแฟ ไม่มีใครเลย OK กว่าทำงานบ้านอุดร ไม่มีใครเลย กับห้องตัวเองไม่มีใครเลย

ทั้งหมดเป็น fact แต่เป็นเพราะอะไรกันแน่ ส่วนนึงคิดว่า ถ้าเป็นคนไม่รู้จัก จะเสียงดังแค่ไหนก็ไม่เสียสมาธิ

อยู่ห้อง น้องชอบเคี้ยวเพดานปากตัวเองได้ยินทุกครั้งที่เคี้ยวกับขากเสลดเป็น interval ประมาณ 10 นาทีครั้ง พี่ก็ชอบเคาะโต๊ะนาทีละ 2 ครั้งได้ยินตลอด ความ in attention บวกกว่าความ interval ของสิ่งต่างๆ มันค่อยๆกลายเป็น expectation ว่าเมื่อไหร่สิ่งนั้นจะมาอีก (ไม่ได้ look forward to เลยนะ แต่มันเอาออกจากหัวไม่ได้ไปเอง)

แต่ร้านนี้มีคนติวภาษาอังกฤษ มีเจ้าของร้านเล่น ROV มีคนเม้ามอยนินทาเพื่อนที่บริษัท มันเหมือนหายไปกับอากาศเลย แต่ก็ไม่ใช่เราไม่ได้ตั้งใจฟังนะ นี่จำได้ว่าก็เผลอฟังบ้างจนรู้ว่าเขาติวอะไรกัน ออตอนนี้เล่น tongue twister อยู่ อ๋อเจ้าของร้านจะชอบรอเล่น ROV กับคนนี้อีกคนทุกวัน… แต่รู้สึกว่าเราสามารถเลือกเลิกสนใจเมื่อไหร่ก็ได้ดั่งใจ ขณะที่ยังพอรู้เรื่องรอบตัวอยู่ไปด้วย

นี่แหละคือความสงบในความหมายของผม ผมให้คะแนนความสงบที่ร้านกาแฟที่มีคนคุยกันกี่สิบคน มากกว่าอยู่ห้องคนเดียวท่ามกลางพ่อนอนอยู่ แล้วแม่ดูทีวีเงียบๆมาก มันรู้สึกแบบ อาาาาฟิน อยากอยู่นิ่งๆตรงนี้ไปนานๆ หรือจะทำงานตรงนี้ไปนานๆก็ได้เหมือนกัน จะทำอะไรก็ได้…

หรือว่า อาจจะเรียกว่าความอิสระแทน เป็นความที่รู้สึกว่าเรามี control กับหลายๆอย่างมากที่สุด เป็นผลดีกับการทำงาน (ซึ่งก็ไม่อยากให้มองงานเป็นงานเหมือนคนทั่วไปอีกนั่นแหละมันจะรู้สึกลบๆ มองเป็นการใช้ชีวิตดีกว่า)

แล้วก็อยากแถมเรื่อง positive air flow ด้วย ผมรู้สึกว่าเวลาอยู่ในห้องมันจะ ฮึ่ม… พอไปร้านกาแฟมันจะ โอ้ออออ ฮ่าาาา พอจะเข้าใจมั้ย? มัน moving มัน forwarding มาก แล้วมันพาเราลุยต่อเนื่องได้จริง อันนี้พูดถึงเรื่องบรรยากาศนะ แอร์อะเย็นพอๆกัน แต่ส่วนนึงรู้สึกว่าเพดานสูงๆกับห้องกว้างๆที่มีของตกแต่งพอสมควรมันมีผล… นี่มัน ค่าพื้นที่ใน The Sims ชัดๆ

สุดท้ายได้บทเรียนให้ตัวเองว่าเราไม่ควรไปขอ “สิง” กับใครง่ายด้วยเหตุผลที่ว่าไม่กวนหรอก เพราะมันอาจจะกวนทางบรรยากาศแบบนี้โดยไม่ตั้งใจได้

เอาจริงๆตอนไปขอนอนห้องเพื่อนตอนเที่ยวญี่ปุ่น ก็รู้สึกกลัวตรงนี้เหมือนกัน ว่าเพื่อนอยู่ใน flow ทำงาน เราอยู่ใน flow ท่องเที่ยว เราไปขอนอนห้องเดียวกัน มันต้องกระทบบ้างแน่ๆ… เราตอนนั้นก็เหมือนน้องเราตอนนีั